1. เหตุที่เรารักมันหลงมัน ![]() ในปี ค.ศ.1596 เริ่มมีการบันทึกเรื่องราวที่เกี่ยวกับมันฝรั่ง ในชื่อ Solanum tuberosum esculentum1 ต่อมาในปี ค.ศ. 1885 ผลงานภาพวาด “คนกินมัน” (The Potato Eaters ของจิตรกรชื่อดัง วินเซนต์ แวนโก๊ะ (Vincent van Gogh) สะท้อนว่า มันฝรั่งที่ขุดขึ้นจากพื้นดินเป็นอาหารของคนจนในยุคนั้น2 มาตรฐานการครองชีพของชาวยุโรปในอดีตก็เทียบเท่ากับของชาวแคเมอรูนหรือชาวบังคลาเทศในทุกวันนี้ แต่เมื่อมีการปฏิวัติการกิน (โดยมันฝรั่ง) ทำให้มาตรฐานการครองชีพดีขึ้น 2 ถึง 3 เท่า จึงนับได้ว่ามันฝรั่งเป็นอาหารที่มีคุโณปการอย่างใหญ่หลวง ที่ช่วยให้ชาวโลกหลุดพ้นจากความยากจน โดยเริ่มจากชาวยุโรปก่อนและกระจายไปทั่วโลก หลังจากปี ค.ศ.1800 โทมัส เจเฟอร์สัน ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาได้ให้เสริฟมันฝรั่งทอดที่ทำเนียบขาวตามแบบที่เขาเคยรับประทานจากงานเลี้ยงของฝรั่งเศส1 นับจากนั้นเป็นต้นมามันฝรั่งที่ถูกหั่นเป็นเส้นบางยาวและทอดจนเหลืองกรอบก็ถูกเรียกว่า เฟรนช์ฟรายส์ (French fries) และกลายเป็นอาหารยอดนิยมตามร้านฟาสต์ฟู้ดทั่วโลก โดยคำว่า French fried ถูกนำมาใช้แทนการทอดแบบจุ่มจมน้ำมัน (deep fried) ทำให้มันฝรั่งทอดอุดมด้วยแป้งและไขมันอิ่มตัวรวมทั้งไขมันเทียมต่างๆ ปัจจุบันคนทั่วโลกไม่ว่ารวยหรือจนต่างรักต่างหลงมัน โดย “นางมันร้าย” ที่จะกล่าวต่อไปนั้น ขอมุ่งจำเพาะแต่มันฝรั่งในรูปแบบอาหารว่างกรุบกรอบที่กินเล่นกันเป็นสำคัญ “ถึงร้ายก็รัก แม้รักจะร้าย” ถึงจะรู้อยู่เต็มอกแต่ผู้คนก็ยังรักยังหลงมัน ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้ ติดความกรุบกรอบ เหตุที่มนุษย์เราหวนกลับไปรับประทานมันฝรั่งทอดกรุบกรอบซ้ำๆนั้น ก็เพราะผิวสัมผัสของอาหารประเภทนี้ เคยประทับความทรงจำอันแสนสุข และสร้างความคาดหวังเอาไว้แล้วว่าหากหวนไปรับประทานอีกก็จะได้พบกับความสดใหม่จากผิวสัมผัสที่เกาะกันเหนียว แข็ง แน่น บดเคี้ยวให้แตกกรุบกรับกระเด็นกระดอนได้ในปาก ตรงข้ามกับกรณีผิวสัมผัสของอาหารที่อับค้าง บูด หรือใกล้เน่าเสียอย่างแน่นอน3 ข้อค้นพบจากศาสตร์การทำครัว (culinary) ที่ขัดใจแพทย์โรคหัวใจเป็นยิ่ง ก็คือ หากจะรับประทานของทอดให้ “กรอบ” อร่อยนั้นจะต้องทอดด้วยน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงเท่านั้น (เช่น น้ำมันปาล์ม) ของที่ถูกทอดจึงจะทนต่อการจุ่มในน้ำมันนานๆได้ หากใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (เช่น น้ำมันถั่วเหลือง) น้ำมันจะไม่ทนต่อความร้อน และถ้าถูกความร้อนสูงอยู่นานก็จะสลายตัวเป็นสารพิษได้ง่าย4 รวมถึงราคาก็แพงกว่ากันมาก ที่สำคัญคือรสชาติไม่ถูกปากเท่ากับการทอดด้วยน้ำมันปาล์ม แค่หันไปคุยกับเพื่อนแวบเดียวพอหันกลับมาจะรับประทานต่อก็เหนียวเสียแล้ว ต่างจากการทอดด้วยน้ำมันปาล์มที่ทิ้งไว้ข้ามคืนก็ยังกรอบอร่อยอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นการทอดแบบอาหารอุตสาหกรรมหรือแบบร้านฟาสต์ฟู้ดหรือแบบแผงลอย คนขายล้วนไม่ชอบจะทอดด้วยน้ำมันชนิดอื่น เพราะคนซื้อต้องจ่ายแพงกว่าแถมไม่อร่อยเท่า และจำต้องทำขายตามใจคนกินด้วย ติดรสหวาน สมองเป็นอวัยวะที่ใช้น้ำตาลเพียงอย่างเดียวเป็นอาหาร เมื่อสมองได้รับน้ำตาลจะหลั่งสารคล้ายฝิ่น (opioid) ออกมา ทำให้เกิดความพึงพอใจและอยากรับประทานหวานอีกเรื่อยๆ เมื่อถึงเวลาถ้าไม่ได้รับประทานก็จะหงุดหงิด ปัจจุบันนักจิตวิทยาศาสตร์ยกน้ำตาลให้เทียบคล้ายสารเสพติด ทั้งนี้มีการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรตด้วยกัน โดยใช้ค่าดัชนีน้ำตาล (glycemic index; GI) ในการแบ่งอาหารที่รับประทานแล้วทำให้น้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็วเป็น 3 ระดับ คือ GI ต่ำ (ค่าตั้งแต่ 55 ลงมา) GI ปานกลาง (ค่าระหว่าง 60 ถึง 65) และ GI สูง (ค่าตั้งแต่ 70 ขึ้นไป) พบว่าการรับประทานมันฝรั่งไม่ว่าจะปรุงด้วยวิธีการใดก็มักจะให้ค่า GI สูง และสูงกว่าการรับประทานข้าวเสียอีก6,7 คิดดูเถอะบางตำรายังบอกว่ามันฝรั่งอบมีค่า GI สูงพอๆ กับการรับประทานน้ำตาลกลูโคส (ค่า GI เท่ากับ 100) เลยทีเดียว8 ด้วยความหวานขนาดนี้ แล้วผู้คนจะไม่รักไม่หลง ‘มัน’ ได้อย่างไร ติดรสมัน ข้อสมมติฐานหนึ่งมีว่า การรับรู้ “รสไขมัน” สามารถรับรู้ผ่านองค์ประกอบทางเคมีของไขมันตั้งแต่อาหารเข้าสู่ปาก จนเกิดเป็นวงจรการให้รางวัลแก่สมองขึ้น พบว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมทั้งมนุษย์มักชอบอาหารไขมันสูงมากกว่าอาหารไขมันต่ำ9 อาจเพราะเมื่อเกิดมาแม่ก็ให้เราดื่มนมเต็มรูป (ไม่ได้ให้กินนมพร่องมันเนย) ประสาทสัมผัสของเราจึงน่าจะจดจำความอร่อยของรสมัน ว่าเป็นสัมผัสอันคละเคล้าระหว่างการรับรู้ถึง สีมันวาวที่เห็น ความหยุ่นของเนื้อสัมผัส กลิ่นรสที่ละมุนลิ้น และครีมนุ่มละลายในปากเอาไว้ ติดรสเค็ม การเพิ่มความเค็มจะช่วยลดรสขมและช่วยเพิ่มรสหวาน ทำให้รสชาติอาหารกลมกล่อมขึ้น สิ่งแวดล้อมและนิสัยที่คุ้นชินกับระดับเกลือโซเดียมในอาหารประจำวันส่งผลสำคัญต่อความชอบรสเค็มของผู้คน 2. เหตุที่มันอันตราย
การศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้า (20 ปี) ในกลุ่มนางพยาบาลจำนวน 8 หมื่นกว่าราย พบว่าการรับประทานมันฝรั่งทั่วไปหรือการรับประทานเฟรนช์ฟรายส์เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง และเป็น ที่ทราบกันดีว่าการรับประทานอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาล (GI) สูง (เช่น มันฝรั่ง) จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานอยู่แล้ว ยิ่งถ้ารับประทานเฟรนช์ฟรายส์จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคนี้มากกว่าการรับประทานมันฝรั่งทั่วไป11 อธิบายได้จากเฟรนช์ฟรายส์ที่ทอดแบบจุ่มจะยิ่งทำให้อุดมไปด้วยน้ำมันชนิดไม่ดีมากขึ้นไปอีก การวิจัยหนึ่งเสนอว่าการลดอาหารที่มีค่า GI สูงจะเป็นประโยชน์ในการช่วยป้องกันโรคเบาหวานได้12 เมื่อเปรียบเทียบอาหารว่างที่มีแป้งสูง (มันฝรั่งกรุบกรอบ) กับอาหารที่มีน้ำตาลซูโครสสูง (น้ำหวาน น้ำอัดลม) พบว่าพวกที่มีแป้งสูงนั้นจะถูกย่อยด้วยน้ำลายในช่องปากและเปลี่ยนเป็นน้ำตาลมอลโตสหรือมอลโตตริโอส เกิดเป็นกรดเกาะผิวฟันได้นานจากเศษอาหารที่ตกค้างและจากย่อยต่ออย่างต่อเนื่อง13 การรับประทานพวกแป้งที่เหนียวหนับติดฟันจึงทำฟันผุได้ง่ายกว่า มันมีไขมันรวมสูงทั้งยังรวมญาติไขมันชนิดไม่ดี (ไขมันอิ่มตัวและไขมันทรานส์) เอาไว้มาก ไขมันรวม : หากเทียบแคลอรีในอาหารที่มาจาก ไขมัน แป้ง น้ำตาล โปรตีน และแอลกอฮอล์ จะพบว่า ไขมันให้ปริมาณแคลอรี่สูงสุด คือ 9 แคลอรี่ต่อน้ำหนัก (กรัม) ในขณะที่แป้ง หรือน้ำตาล หรือโปรตีน จะให้ปริมาณแคลอรี่เพียงแค่ 4 แต่ที่เลวร้ายคือแอลกอฮอล์จะให้แคลอรี่ถึง 7 (มากกว่ารับประทานข้าวอีก) ไขมันอิ่มตัว : ในประเทศอังกฤษได้ใช้ข้อความรณรงค์ปริมาณไขมันอิ่มตัวในขนมถุงกรุบกรอบ คือ “อะไรเข้าไปอยู่ในมันฝรั่งทอดกรอบ ก็เข้าไปอยู่ในตัวคุณด้วย (What goes into crisps goes into you)” และมีภาพประกอบเป็นเด็กกำลังกระดกขวดน้ำมันขึ้นดื่ม และมีข้อมูลให้เห็นว่าไขมันอิ่มตัวจากน้ำมันที่ใช้ในการทอดมันฝรั่งนั้นจะซึมเข้าสู่มันฝรั่งที่จุ่มอยู่นานได้โดยง่าย เด็กที่กินมันทอดแค่วันละหนึ่งถุงใหญ่จนป็นนิสัย จะเทียบเท่ากับการดื่มน้ำมันสะสม 5 ลิตรต่อปี14 อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูงทำให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูงซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งและตีบตัน15 ไขมันทรานส์ : จากผลสำรวจหนึ่งในประเทศแคนาดาเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนระบุว่า ในมันฝรั่งทอดมีสัดส่วนของไขมันทรานส์อยู่เกินครึ่งของปริมาณไขมันในอาหารเลยทีเดียว16 ทั้งนี้ไขมันทรานส์เป็นไขมันเทียมที่เกิดจากการเติมไฮโดรเจนลงไปในไขมันไม่อิ่มตัวเพื่อให้แข็งขึ้นจะได้เก็บได้นานขึ้น จึงนิยมใช้ในการประกอบอาหารอุตสาหกรรม บางครั้งผู้ผลิตเลี่ยงการติดฉลากว่ามีไขมันทรานส์ไปใช้คำอื่นเช่น Partial hydrogenated fat หรือ Hydrogenated oil แต่ก็ยังแปลว่ามีไขมันทรานส์อยู่นั่นเอง เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีไขมันชนิดนี้จะทำให้ร่างกายได้รับไขมันแอลดีแอล(LDL-cholesterol) เพิ่มขึ้นซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ยังทำให้ไขมันที่ดีที่คอยปกป้องหลอดเลือดของเราคือไขมันเอ็ชดีแอล (HDL-cholesterol) มีปริมาณลดน้อยลงอีกด้วย แม้เราจะทราบว่าไขมันชนิดอิ่มตัวจะมีอันตรายแต่ก็ไม่ทำให้ปริมาณไขมันเอ็ชดีแอลน้อยลง ต่างจากไขมันทรานส์ที่ร้ายกาจกว่า เพราะไปลดปริมาณไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้หลอดเลือดโดยเฉพาะที่หัวใจมีความเสี่ยงมากขึ้น เมื่อปี ค.ศ.2003 ประเทศเดนมาร์คเป็นประเทศแรกที่ออกข้อบังคับให้ลดปริมาณไขมันทรานส์ในอาหารที่วางจำหน่าย ต่อมาสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) จึงได้แนะนำโดยกำหนดให้ในอาหารควรมีปริมาณไขมันทรานส์น้อยกว่า 1% ของพลังงาน หรือให้มีปริมาณไขมันทรานส์ให้น้อยที่สุด17 การวิเคราะห์จากฉลากอาหาร: ศาสตร์เกี่ยวกับอาหารว่าง ถือว่าอาหารว่างที่มีปริมาณไขมันเกิน 5 กรัมต่อมื้อ หรือต่อถุงเล็ก หรือต่อหน่วยบริโภคนั้น จัดเป็นอาหารว่างที่ควรติด ‘ไฟแดง’ เพราะมีปริมาณไขมันสูงเกินไป ('ไฟเขียว' คือ จำกัดปริมาณไขมันไม่เกิน 2.5 กรัม)18 พบว่ามันฝรั่งทอดถุงเล็กหรือหนึ่งหน่วยบริโภคนั้น (15-18 ชิ้นต่อถุง; ถุงละ 27-30 กรัม; ราคา 6-10 บาทตามชนิดน้ำมันที่ใช้) มีปริมาณไขมันรวมอยู่ที่ 8-10 กรัมต่อถุง โดยต้องตั้งใจเพ่งเลือกถุงที่เป็นสูตรลดไขมันอิ่มตัวลงแล้วนะ (ขนาดลดแล้วยังมีปริมาณไขมันรวมสูงขนาดนี้) พบว่าบางถุงที่เป็นรสดั้งเดิมที่ทอดด้วยน้ำมันปาล์ม ปริมาณไขมันอิ่มตัวก็มากถึง 5 กรัมแล้ว ยิ่งถ้านับรวมไขมันอื่นอีกจะมีค่าไขมันรวมถึง 10 กรัมเลยทีเดียว ดังนั้นการรับประทานมันฝรั่งทอดถุงเล็กแค่ถุงเดียว ก็จะได้รับไขมันเกินขีดแดงต่อมื้ออาหารว่างแล้ว ซึ่งเกินค่าที่ควรรับประทานถึง 4 เท่า จึงเป็นการรับประทานเพียงน้อยนิดแต่ทำให้อ้วนได้มาก มันมีเกลือโซเดียมสูง มันฝรั่งยี่ห้อยอดนิยมถุงเล็ก ราคา 10 บาท (ขนาด 27-30 กรัม) มีโซเดียมอยู่ 160-180 มิลลิกรัมต่อถุง (เกณฑ์จำกัดค่าโซเดียมในอาหารว่างของไทยคือไม่ควรเกิน 100 มิลลิกรัมต่อมื้อ)18 ขณะที่ร่างกายของมนุษย์จำเป็นต้องใช้โซเดียมเพียง 230-460 มิลลิกรัมต่อวัน ดังนั้นในปี ค.ศ. 2003 องค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและยาโลกจึงได้กำหนดให้รับประทานโซเดียมได้มากสุดไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน แต่นั่นเป็นค่าสูงสุด ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยที่ควรรับประทานกันตามปกติ19 ซึ่งหมายความว่าไม่ควรรับประทานเกลือแกงเกินกว่า 1 ช้อนชาต่อวัน20 (หรือไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน)10 ถึงแม้ไตจะสามารถขับเกลือส่วนเกินออกจากร่างกายได้ก็จริง แต่เมื่อขับเกลือออกจากร่างกายก็ต้องขับแคลเซี่ยมออกทางปัสสาวะด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุให้ปริมาณแคลเซี่ยมในร่างกายลดลงจนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้ นี่ยังไม่นับประเด็นของเกลือที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดอีกต่างหาก19 มันไม่มีสารเส้นใยอาหารเอาเสียเลย มันฝรั่งไม่จัดว่าเป็นผัก แต่เป็นพืชหัวที่มีแป้งเป็นองค์ประกอบหลักและมีสารเส้นใยอาหาร (ไฟเบอร์) อยู่ 1%ถึง 8%20, 21 หากลอกเปลือกแล้วอบจะพบว่ามีปริมาณไฟเบอร์อยู่ 2 กรัม หากอบแล้วรับประทานทั้งเปลือกจะมีไฟเบอร์ถึง 3 กรัมต่อ 1 หน่วยบริโภค20 ทั้งนี้หากรับประทานทั้งเปลือกก็ยังถือว่ามีไฟเบอร์แค่กลางๆ ไม่ได้สูงมากนักเมื่อเทียบกับการรับประทานกลุ่มพืชถั่วซึ่งมีปริมาณไฟเบอร์อยู่ที่เปลือกกว่าครึ่ง ชาวตะวันตกจึงนิยมแนะนำให้รับประทานมันฝรั่งต้มหรืออบไอน้ำทั้งเปลือก เพราะเปลือกมีไฟเบอร์และโปแตสเซียมสูงมาก ทั้งนี้ไฟเบอร์จะช่วยป้องกันผนังลำไส้ไม่ให้สัมผัสกับสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังช่วยทำให้อุจจาระนิ่ม ท้องไม่ผูก แต่หากรับประทานมันฝรั่งทอดกรอบ (ต้องปอกเปลือก) ก็จะไม่ได้ประโยชน์จากสารอาหารตามธรรมชาติที่เปลือกตามควร มันมีสารพิษอะคริลาไมด์ปนเปื้อนสูงกว่าอาหารอื่น เมื่อปี ค.ศ.2002 นักวิจัยชาวสวีเดนได้แถลงข่าวเตือนภัยเรื่องสารอะคริลาไมด์หรือเอซีอาร์ (acrylamide; ACR) ซึ่งเป็นสารพิษที่พบในขนมแป้งหรือมันฝรั่งกรอบที่ผ่านความร้อนสูงอยู่เป็นเวลานาน การค้นพบสารพิษดังกล่าวอาจนำไปสู่คำอธิบายของสารก่อมะเร็งจากอาหารได้21 ด้วยสมมติฐานที่ว่าความเสี่ยงต่อมะเร็งน่าจะสัมพันธ์กับการรับประทานอาหารที่สารเอซีอาร์อยู่สูง และเมื่อนำอาหารที่เข้าข่ายว่าจะมีสารนี้มาตรวจหาความเข้มพบว่า มันฝรั่งทอดกรอบมีความเข้มข้นของสารอันตรายนี้อยู่สูงสุดและสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยที่มีอยู่ในอาหารที่อยู่ในข่ายมีสารนี้ปนเปื้อนอยู่แล้วถึง 2-3 เท่า22 เนื่องจากในกระบวนการทำให้กรุบกรอบนั้นมักจะต้องทอดหรืออบด้วยความร้อนสูงอยู่เป็นเวลานาน ทำให้เกิดสารพิษนี้ง่ายกว่าอาหารประเภทอื่น ต่อมาในปลายปี ค.ศ. 2011 นักวิจัยชาวจีนได้ศึกษาหนูทดลองที่สัมผัสสารเอซีอาร์ เบนโซไพรีน และไขมันทรานส์ พบว่าหนูทดลองเหล่านี้เติบโตช้าและสมองมีร่องรอยที่บ่งว่าความจำและการเรียนรู้ถูกทำลาย งานวิจัยดังกล่าวจึงสรุปว่า สารเหล่านี้เป็นพิษต่อสมองหนูได้ด้วย23 แม้ว่ายังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนในมนุษย์ เพื่อความปลอดภัยและลดโอกาสเสี่ยงในการสะสมสารนี้ในร่างกาย ก็ควรเลี่ยงการรับประทานมันฝรั่งทอด หรือไม่ควรรับประทานในปริมาณมากเกินไป 3. ทำอย่างไรจึงจะเลิกหลงมันได้?
"นางมันร้าย"หรือมันฝรั่งถุงกรุบกรอบ ให้ทั้งความหวาน มัน เค็ม ที่เกินความจำเป็นต่อร่างกาย แถมยังมีสารเส้นใยอาหารน้อย ซ้ำร้ายมีโอกาสจะมีสารพิษอะคริลาไมด์ปนเปื้อนได้สูงกว่าอาหารว่างชนิดอื่นหากมีผู้ถามว่า ควรเลิกรับประทานมันเป็นอาหารว่างไปเลยดีหรือไม่? คำตอบคือ "ไม่ควรกินเลย"อย่างไรก็ตาม สำหรับบางคนที่เสพติดความอร่อยของรสชาติมานาน หากจะหักหาญน้ำใจให้เลิกเสพ อาจต้องเตรียมการ เพื่อการถอนอย่างค่อยเป็นค่อยไป การทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงอาหารว่างพลังงานสูงที่มาล่อใจนั้น พบว่าผู้หญิงอวบหรืออ้วนจะมีความยับยั้งชั่งใจได้ดีกว่าผู้ชาย24 จึงแนะนำให้ผู้หญิงเป็นผู้ริเริ่มการบอกเลิกมันอันทรงเกียรตินี้ก่อน เพราะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าผู้ชาย หากมีอาการโหยหามันฝรั่งขณะที่พยายามยามเลิกรับประทานอาหารประเภทนี้ ควรเตรียมการป้องกันความอยากที่รุนแรงนั้นด้วยการหาสิ่งอื่นมารับประทานชดเชย โดยสามารถดาวน์โหลดรูปอาหารว่างที่เป็นประโยชน์จาก www.hooraygoodhealth.com มาแปะตู้เย็นไว้เตือนใจ หมั่นท่องและระลึกไว้เสมอว่า "เลือกหวานน้อย ไม่เอามัน ลดเกลือ เพิ่มโปรตีน วิตามิน และไฟเบอร์" โดยใน ระยะถอน นี้ อาจอนุโลมให้รับประทานมันฝรั่งทอดได้วันละ 1 ถุงเล็กเท่านั้น หากกระวนกระวายจริงๆ (และแพทย์วินิจฉัยแล้ว) ก็อาจให้รับประทานได้อีกหนึ่งถุง (ถุงเล็กสุด) ในมื้อถัดไป และวันนั้นต้องห้ามรับประทานขนมอื่นอีกแล้วนะ ในเมื่อไม่มีใครสนใจจะอ่านฉลากโภชนาการตัวเล็กกระจิ๋วที่อยู่ด้านหลังซอง ก็ไม่ต้องไปอ่านมันให้ยุ่งยาก แค่ช่วยท่องคาถาป้องกันความอ้วนที่เราคิดขึ้นให้เองนี้แทนก็ได้ว่า "อย่าเสพเพลินเกิน 1 ถุงเล็กต่อวัน"
|
|


