1. ผู้หญิงไทยกับความอ้วน

 

ผู้หญิงอ้วน

เมื่อเกือบสิบปีก่อนหากมีผู้หญิงไทยเดินมาเป็นกลุ่มกันไม่เกิน 5 คนก็จะมีอยู่ 1 คนที่อ้วน จากค่าแนวโน้มที่บ่งว่าคนอ้วนในประเทศไทยกำลังทวีเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งนั้น ย่อมแสดงว่าป่านฉะนี้น่าจะมีผู้หญิงไทยเกือบครึ่งประเทศที่อ้วนกันแล้วก็เป็นได้  ตามแนวโน้มระดับชาตินั้นหากตั้งเกณฑ์ความอ้วนไว้ที่ดัชนีมวลกายตั้งแต่ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร (กก.ต่อตรม.) แล้ว พวกผู้หญิงเรามีความสามารถในการทำลายสถิติอ้วนได้ก่อนและเร็วกว่าพวกผู้ชายมาก วงรอบการแข่งขันล่าสุดที่เคยสำรวจก็พบว่าผู้หญิงได้อ้วนทิ้งห่างจากผู้ชายไปกว่า 10% โดยผลการสำรวจในพ.ศ.2547 พบว่าประเทศไทยผู้ชายอ้วนอยู่ 22% ในขณะที่มีผู้หญิงอ้วนอยู่ 34%1

เด็กอ้วน (ลูกของผู้หญิง)

เด็กไทยได้อ้วนเลียนแบบตามกันไปด้วย (ลูกปูอ้วนก็ย่อมต้องเดินตามแม่ปูอ้วนเป็นธรรมดา) แล้วอย่าคิดว่าเด็กตัวเล็กๆ ฟันน้ำนม (อายุ 2-5 ขวบ) จะไม่มีความสามารถในการทำให้ตัวเองอ้วน เพราะเมื่อ พ.ศ. 2540 ความชุกของเด็กที่อ้วนอยู่ที่ 6% พอๆ กับเด็กรุ่นพี่ (อายุ 6-12 ปี) แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4 ปีได้มีการสำรวจอีกครั้งในพ.ศ. 2544 พบความชุกของกลุ่มเด็กเล็กที่อ้วนมากขึ้นถึง 8% ในขณะที่กลุ่มรุ่นพี่ที่ไล่อ้วนกวดตามกันมาติดๆ ที่ 7%1 ไม่รู้ว่าจะอ้วนแข่งกันไปถึงไหนดี

หญิงอ้วนเมืองกรุง กับ หญิงอ้วนท้องถิ่น

ช่างเป็นความไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยที่ความสามารถในการอ้วนนั้นได้แผ่ไปถึงชนบทไทย ราวกับเป็นร้านสะดวกซื้อหรือดอกเห็ดที่ผุดขึ้นไปทั่ว อาณาจักรความอ้วน ณ ปัจจุบันจึงไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของคนในเมืองหรือคนร่ำรวยเท่านั้น  หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีเศรษฐานะดีก็เคยก้าวล่วงสถานการณ์นี้มาแล้วเช่นกัน แสดงว่าประเทศไทยได้ไต่ระดับขึ้นมาถึงจุดสูงสุดของกระดานกระดก2 ที่กำลังเกิดการไหลของปริมาณประชากรอ้วนจากหมู่หญิงเมืองไปสู่หมู่หญิงต่างจังหวัดนอกตัวเมืองอย่างรวดเร็วกันแล้ว ผู้หญิงอ้วนเมืองกรุงรุ่นแรกๆ โดยเฉพาะบรรดาผู้ที่มีการศึกษาหรือฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจดีต่างได้รับบทเรียนและสามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตเมืองแนวใหม่ตามกระแสตะวันตกก่อนกลุ่มอื่น รวมทั้งเริ่มเกิดการเรียนรู้ (เข็ดหลาบ) และช่างเลือกในการกินเพื่อสุขภาพมากขึ้น จึงพบว่าแม้จะยังอ้วนอยู่แต่อ้วนน้อยลง ซึ่งต่างจากกลุ่มผู้ที่ไม่คาดคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นกับท้องถิ่นของตนจึงไม่ทันได้ระวังเนื้อระวังตัวและระวังปาก

เมื่อไหร่ที่ความอ้วนได้ยึดครองเรือนร่างของใครแล้ว มันมักไม่มาอาศัยเดี่ยว แต่ชอบชวนญาติร่วมก๊วนที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ตามมาอีกด้วยโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย (metabolism) และโรคหลอดเลือดหัวใจ ตัวอย่างของคนอ้วนที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (metabolic syndrome) ได้แก่ ความยาวเส้นรอบเอวมากหรือ “อ้วนลงพุง” ความดันโลหิตสูง น้ำตาลและไขมันในเลือดล้นเกิน เป็นต้น  โดยมักจะค่อยๆ ชักชวนกันมาลงหลักปักฐานทีละนิดทีละหน่อยในเรือนร่างของคนที่อ้วนจนเกิดเป็นโรคอื่นๆ ตามมาอีกนานัปการ  การสำรวจล่าสุดพบว่าภาวะเมตาบอลิกซินโดรมได้ครอบงำทั้งผู้หญิงเมืองและชนบทในรูปแบบต่างๆ ข้อเท็จจริงที่แทบไม่อยากเชื่อแต่ต้องเชื่อเพราะเป็นผลจากการสำรวจระดับชาติ คือ ปัญหาความอ้วนและไขมันในเลือดสูงนั้นพบมากในผู้หญิงต่างจังหวัดมากกว่าผู้หญิงเมืองหรือผู้ชายเมืองเสียอีก

ภัยจากความอ้วน (และเครือญาติของมัน) ต่อสุขภาพผู้หญิง

ความอ้วนก่อเบาหวานและส่งผลต่อเมตาบอลิซึมรวมถึงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้  
เนื้อเยื่อของคนอ้วนมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ฮอร์โมนอินซูลินออกฤทธิ์ได้น้อยลง เกิดภาวะดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน (insulin resistance) ทำให้การขนถ่ายกลูโคสเข้าเซลล์ลดลงและขัดขวางการเผาผลาญกลูโคสภายในเซลล์  ทำให้มีกลูโคสหลงเหลืออยู่ในกระแสเลือดมากจนก่อให้เกิดโรคเบาหวาน คนที่อ้วนลงพุงมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สูงกว่าคนที่มีน้ำหนักปกติถึงเกือบ 3 เท่า4

ความอ้วนก่อมะเร็งได้ 
เซลล์ไขมันผลิตฮอร์โมนและสารที่ส่งเสริมการเติบโตของมะเร็ง ภาวะอ้วนจะทำให้มีสารเหล่านี้ปริมาณสูงอยู่เป็นเวลานานและส่งผลต่อเซลล์เยื่อบุผิวลำไส้จนเหนี่ยวนำให้
เกิดมะเร็งโดยผ่านวงจรและกลไกใหม่5  โดยพบว่าผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายเพิ่มขึ้นทุก 5 กก.ต่อตรม.มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งบางชนิดสูงขึ้นมาก เช่นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ถุงน้ำดี หลอดอาหาร และไต  โดยผู้หญิงชาวเอเชียแปซิฟิกที่อ้วนจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมมากเป็นพิเศษ (ทั้งระยะก่อนและหลังหมดประจำเดือน)6

ความอ้วนก่อโรคอันตรายอื่นๆได้ 
นอกเหนือจากจะตั้งครรภ์ได้ยากแล้ว อาจทำให้เกิดภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์7หรือครรภ์เป็นพิษ ลูกที่เกิดออกมามักจะตัวใหญ่เกินปกติ และการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องก็มักเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่าคนน้ำหนักปกติกว่าสองเท่า8 ผู้หญิงที่อ้วนมากมักไม่ชอบไปตรวจภายในและเอกซเรย์เต้านมจึงทำให้ขาดโอกาสในการตรวจหาโรค
มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านมตั้งแต่ในระยะต้น จึงมักพบโรครุนแรงถึงชีวิตมากกว่า9,10 รวมทั้งมีโอกาสเกิดโรคไต โรคข้อเข่าเสื่อมได้บ่อยกว่าผู้ชาย11,12

ตัวอย่างภาระจากความอ้วน (และเครือญาติของมัน) ต่อผู้หญิงไทยในอนาคตอันใกล้

ในปีพ.ศ. 2552 พบผู้หญิงไทยที่อ้วนลงพุงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นเกือบ 20% เทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน แสดงว่าลงพุงไม่ทันไรก็รีบเป็นเบาหวานต่อซะแล้ว ความชุกของทั้งภาวะเบาหวานแอบแฝงและเบาหวานจริงมีอยู่เกือบ 20% ทั้งนี้ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่เคยรู้ตัวเองมาก่อนว่าเป็นเบาหวาน13 ทั้งความชุกของเบาหวานที่มีสูงมากอยู่แล้วในคนไทย ทั้งสัดส่วนความอ้วนและไขมันในเลือดที่มีสูงมากในกลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ล้วนสะท้อนภาระการดูแลรักษาโรคเรื้อรังที่กำลังจะมาตกหนักอยู่ที่ผู้หญิงไทยในอนาคตอันใกล้

 2. ตัวชี้บ่งความอ้วนสำหรับคนไทย 

 

การเตรียมตัวเพื่อชี้บ่ง

อาจมีผู้ถามว่ามีเหตุผลความจำเป็นอะไรถึงจะต้องมาวัดความอ้วนความผอมด้วยเครื่องมือกันให้ยุ่งยากกับชีวิต ใช้วิธีกะๆ ดูด้วยตาไม่ได้เลยหรือไร  ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่สำรวจในคนไทย โดยให้เจ้าของร่างกายบอกมาเองว่ามีน้ำหนักและส่วนสูงเท่าไร พบว่าคนส่วนใหญ่จะบอกส่วนสูงโอเว่อร์กว่าความจริงนิดหนึ่ง และบอกน้ำหนักน้อยกว่าความจริงอีกหน่อยหนึ่ง ทำให้เมื่อประเมินออกมาแล้วดูผอมกว่าความเป็นจริง14 ผู้วิจัยไม่ได้แจ้งในรายงานว่าถูกผู้หญิงไทยด่าเอาหรือไม่ หนอยแน่ะดันมาถามน้ำหนักเรา  สรุปว่าการจะชี้บ่งความอ้วนในคนไทย (หรือชาติอื่นๆ ก็มีผลการวิจัยเหมือนกันทั่วโลก) ควรใช้วิธีที่ได้มาตรฐานและเป็นสากลเพื่อให้เกิดความแม่นยำกันดีกว่าให้คิดกันเอาเอง

ในที่นี้จะขอเสนอวิธีบ่งชี้ความอ้วน 2 วิธี  คือการใช้ค่าดัชนีมวลกาย และการใช้ค่าสัดส่วนความยาวเส้นรอบวงเอวต่อความสูง เนื่องจากสามารถใช้ประมาณปริมาณไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างแม่นยำระดับหนึ่ง (ตัวหนึ่งประเมินภาวะอ้วนทั่วทั้งตัว อีกตัวประเมินภาวะอ้วนกลางตัว) ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย สามารถวัดได้โดยง่ายด้วยตนเองที่บ้าน เช่นทุกเช้า (วัดเวลาเช้าก็จะดูผอมขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง) หาซื้อเครื่องวัดได้สะดวก และเป็นตัวชี้บ่งความอ้วนที่สามารถนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับหลักฐานทางคลินิกและเมตาบอลิซึมรวมทั้งตามมาตรฐานงานวิจัยทั่วโลกได้อย่างเหมาะสม 

ก่อนอื่นต้องไปเตรียมอุปกรณ์เครื่องวัดให้พร้อมก่อน ได้แก่ 1) เครื่องชั่งน้ำหนัก เลือกซื้อแบบเครื่องดิจิตอลก็จะดีกว่าแบบเข็ม เพราะตอนยืนชั่ง พุงมักจะค้ำทำให้มองเห็นเข็มที่ขยับไม่ถนัดนัก เครื่องดิจิตอลจะเห็นตัวเลขขึ้นเป๊ะๆ ง่ายกว่า แถมสมัยนี้ก็ราคาไม่กี่ร้อยบาทใช้ได้ตลอดชีวิต 2) สายวัดความยาวเส้นรอบวงเอว (แบบที่ช่างตัดเสื้อใช้ ถ้าเป็นแบบมีสปริงดูดกลับเองได้ยิ่งดี) ซื้อมาพกไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา 3) เครื่องวัดส่วนสูง ไม่ต้องซื้อให้ยุ่งยากเพราะทำเองก็ได้โดยใช้สายวัดจากข้อที่สองนั่นแหละ ทาบกับฝาผนังบ้าน บั้งขีดไว้ให้คนวัดได้ทั้งบ้าน หรือไม่ก็แอบวัดตามโรงพยาบาลหรือตอนทำบัตรประชาชนก็ได้ วัดครั้งเดียวใช้ได้นานเลย คงไม่สูงกว่านี้แล้วล่ะ

วิธีที่หนึ่ง : การวัดดัชนีมวลกาย (Body Mass Index หรือ BMI) 

BMI เป็นค่าชี้วัดที่นิยมใช้กับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กยังมีข้อจำกัดเพราะเด็กกำลังโตทำให้มีการเปลี่ยนแปลงความสูงตามอายุและเวลาการสู่วัยรุ่นต่างกันไปในแต่ละเพศ ดังนั้นในเด็กจึงนิยมใช้ค่าน้ำหนักตามเกณฑ์ความสูงแทนค่า BMI

BMI คำนวณจากน้ำหนักตัวหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง จึงมีหน่วยเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตร

มาตรฐานตามเกณฑ์ของแปซิฟิกตะวันตก (The Regional Office for the Western Pacific Standard; WPRO criteria, 2000) ที่เหมาะกับคนเอเชียนั้น กำหนดให้ค่า BMI ที่ ‘อวบ’ หรือ overweight  คือค่าระหว่าง 23.0 ถึง 24.9  ค่าที่ถือว่า ‘เริ่มอ้วนขั้นต้น’ หรือ class I obesity คือ 25.0-29.9  และ ‘อ้วนขั้นที่สอง’ หรือ class II obesity คือค่าตั้งแต่ 30.0 ขึ้นไป15

กลุ่มผู้เชี่ยวชาญองค์การอนามัย16 มีความเห็นว่า สำหรับคนเอเชียนั้น ถ้าผู้ใดมีค่า BMI ตั้งแต่ 23 ขึ้นไปก็ควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมก่อนที่จะเริ่มอ้วน เพื่อลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ที่จะตามมาจากความอ้วน ยิ่งถ้าปล่อยเนื้อปล่อยตัวให้ค่า BMI สูงขึ้นไปถึง 27.5 ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีก แต่ถ้าค่า BMI ต่ำเกินไปเช่น ต่ำกว่า 18.5 ก็ไม่ดีเพราะถือว่าผอมเกินไป ดังนั้นค่า BMI ที่เหมาะสมสำหรับคนเอเชียจึงควรอยู่ระหว่าง 18.5 ถึง 22.9 โดยถือว่าแม้ค่า BMI สูงขึ้นจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังอยู่ในระดับที่พอยอมรับได้ (increasing but acceptable risk)

 วิธีที่สอง : การวัดสัดส่วนความยาวเส้นรอบวงเอวต่อความสูง (Waist-to-Height Ratio หรือ WHtR)

WHtR เป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ดีกว่า BMI และดีกว่าการวัดความยาวเส้นรอบวงเอว (waist circumference) เพียงอย่างเดียวโดยไม่เทียบกับความสูง ซึ่งค่า WHtR นี้ใช้สำหรับการคัดกรองเพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบหัวใจและเมตาบอลิซึมในผู้ใหญ่17

วิธีวัดความยาวเส้นรอบวงเอวที่ถูกต้องนั้น ควรวัดจาก “จุดกึ่งกลางระหว่างปลายล่างสุดของชายโครงกับปุ่มบนสุดของกระดูกสะโพก (the lower rib and iliac crest)”18 และควรวัดขณะหายใจออกสุด (เบาๆ) ตำแหน่งที่ว่าสำหรับบางคนที่พุงย้อยมักไม่ใช่ตำแหน่งสะดือเลยทีเดียว อีกประการไม่ควรต้องลำบากในการขอเปิดดูสะดือกันก่อนวัด ดังนั้นเพื่อให้การแปลผลแม่นยำจึงควรวัดในระดับตามเกณฑ์ที่กำหนดดีกว่า

การใช้ WHtR จะช่วยชดเชยข้อจำกัดบางประการของ BMI เช่น บางคนมีน้ำหนักตัวและคำนวณค่า BMI ได้ปกติ แต่กลับมีพุงอยู่บ้าง (ถึงจะผอมแต่มีพุง) กลุ่มคนที่มีไขมันพุงมากเป็นสัญญาณร้ายและเข้าข่าย “คนอ้วนลงพุง” ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน หรือบางครั้งนักกีฬาที่มีกล้ามเป็นมัดๆแต่เมื่อคำนวณ BMI กลับมีค่า BMI สูงเกิน (เพราะมีกล้ามเนื้อมากไม่ใช่เพราะไขมัน) ดังนั้นจึงควรใช้ตัวชี้บ่งอื่นประกอบด้วย เพื่อประเมินว่านักกีฬานั้นอ้วนเกินไปหรือไม่

แม้ค่า WHtR จะแม่นยำในการชี้บ่งความอ้วนได้ดีกว่า BMI ก็ตาม (อีกทั้งยังใช้ได้ในเด็กและทุกเชื้อชาติทั่วโลก) แต่คนส่วนใหญ่มักสะดวกใจต่อการชั่งน้ำหนักมากกว่า เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักได้ทันใจและย่อมตื่นตาตื่นใจวันต่อวันดีกว่าการวัดเส้นรอบวงเอวเทียบกับความสูงซึ่งจะเห็นการเปลี่ยนแปลงตัวเลขได้ช้ากว่ากันมาก อย่างไรก็ตามเพื่อความแม่นยำในการประเมินภาวะอ้วนของตัวเราเองก็ควรใช้ทั้งค่า BMI และค่า WHtR พิจารณาประกอบกัน สัดส่วนความยาวเส้นรอบวงเอวต่อความสูงที่เหมาะสม19 คือมีค่าไม่เกิน 0.5

“ขอบพรมแดนกันอ้วน” ที่เราไม่ควรก้าวล่วงไปเกินกว่านี้

การประมวลข้อมูลจากหลากหลายแหล่งและตาม ความคิดเห็นของผู้เขียน เพื่อไม่ให้ความอ้วนมาก่อปัญหาในระดับที่เสี่ยงต่อการบั่นทอนกายใจและสังคมของพวกเราได้  การปักหลักเขตเตือนหรือกำหนด “ขอบพรมแดน (boundary) กันอ้วน” ที่เราไม่ควรก้าวล่วงไปเกินกว่านี้ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายนั้น ควรเป็นดังนี้

  • ควบคุมค่า BMI ให้น้อยกว่า 23
  • ควบคุมค่า WHtR ให้น้อยกว่า 0.5  

ถ้ายังไม่เกินขอบพรมแดนกันอ้วนที่ว่าก็ถือว่ายังโอเคอยู่ แต่หากสามารถควบคุมให้ได้ค่าตัวเลขที่น้อยกว่านี้ก็ถือว่าดี เพราะจะได้ขยายพื้นที่ปลอดภัยจากโรคอ้วน (safety zone) เพิ่มขึ้น

เอาล่ะ! มาเริ่มลงมือประเมินความอ้วนความผอมของตนเองกันเลยดีกว่า หากขี้เกียจคำนวณเองก็ลองดูเครื่องมือหรือแผนภูมิที่มีผู้คิดทำไว้ให้ใช้ได้ฟรีและสะดวก โดยคลิกไปที่http://www.hooraygoodhealth.com/obese_calc.html สามารถดึงไฟล์มาใช้หรือส่งต่อให้เพื่อนก็ได้

อนึ่ง หากเป็นผู้หญิงสูงวัย (อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) จะมีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า obesity paradox phenomenon คือรูปร่างอวบท้วมนิดๆ แต่กลับเป็นประโยชน์เหมือนได้รับพรคุ้มครอง จึงไม่ควรไปบีบบังคับผู้หญิงสูงวัยให้ผอมลงแบบคนสาว ทั้งนี้กรณีที่ผอมมากเกินไป (ค่า BMI น้อยกว่า 18.5) หรืออ้วนมากเกินไป (ค่าBMI ตั้งแต่ 35 ขึ้นไป) ในวัยนี้ ก็ยังคงเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นอยู่ (เหมือนวัยอื่นๆ)  แต่ถ้าน้ำหนักท้วมๆ อวบๆขึ้นมานิดหน่อย (พอน่ารัก) กลับพบว่า ดูจะปลอดภัยกับสุขภาพโดยรวมมากกกว่าปล่อยให้ผอมหรืออ้วนเกินไปดังนั้นผู้หญิงสูงวัยจึงควรได้รับการผ่อนผันให้มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นตามมาได้นิดหน่อย20 แต่ก็อย่าปล่อยตัวให้อ้วนมากจนเกินไปก็แล้วกัน

3. แนวทางแก้ปัญหาความอ้วน

 

หัวใจสำคัญในการแก้ปัญหาความอ้วนซึ่งเริ่มเป็นปัญหาระดับชาติคือ การให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วนให้ทั่วถึงในระดับประชาชน เพราะสถานการณ์โรคอ้วนปัจจุบันนี้ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะบุคคลอีกต่อไปแล้ว บางครั้งแค่ลองพิจารณารูปแบบการดำเนินชีวิตของตัวเราเองในแต่ละวัน ก็จะรู้ว่าแอบสะสมไขมันไว้ตรงไหน จากนั้นควรลงมือแก้ไขทันทีจะดีกว่า เพราะนิยามแห่งค่าตัวเลขนั้นเป็นเพียงเครื่องเตือนใจให้ไม่ประมาทในการดำรงชีวิตเป็นสำคัญ

สุดท้ายนี้ เราผู้ยึดมั่นในหลักวิทยาศาสตร์ ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย (อ้วนเป็นเรื่องยาก จึงจำเป็นต้องใช้ศาสตร์ทุกแขนงมาร่วมด้วยช่วยกัน) โปรดดลบันดาลให้หญิงไทยทั่วหล้า จงมีค่าดัชนีมวลกายต่ำกว่า 23 และมีความยาวเส้นรอบวงเอวน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของค่าความสูง ทั้งหมด ด้วยกัน ทุกท่าน ทุกคน เทอญ