
1.ไม่บีบ กด เกะ ทำร้ายสิวโดยเด็ดขาด เพราะเสี่ยงกับการสร้างรอยช้ำหรือรอบแผลเป็นผิวได้ง่ายที่สุด เวลามีสิวควรแต้มยาสลายหัวหิวอุดตันลงไป แล้วปล่อยให้ตัวยาทำหน้าที่ละลายสิวทิ้งเอง หน้าจะได้เนียนเรียบหลังจากสิวหายแล้ว
2.เลือกผลิตภัณท์ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน โดยดูจาดสภาพผิวขิงตัวเองเป็นสำคัญ ผลิตภัณท์ทำความสะอาดที่แรงเกินไปจะทำร้ายผิวหน้าให้แห้งกร้าน แต่ถ้าอ่อนเกินไปก็จะล้างหน้าไม่สะอาดหมดจดอีกนั่นลั่ะ จึงต้องเลือกที่ตรงกับสภาพของเราถึงจะดีที่สุด 3. ไม่เข้านอนทั้งๆ ที่เครื่องสำอางยังเต็มหน้า ตอนกลางคืนเป็นเวลาที่ผิวจะได้ผักผ่อน แต่ใครยังทิ้งเครื่องสำอางเอาไว้ในรูขุมขนก็จะถูกปิดกั้น ทำให้ออกซิเจนที่ควรจะเป็นอาหารผิดผ่านเข้าไปไม่ได้ หน้าของคนชอบแต่งขี้เกียจล้างจะโทรมลงถึง 10% แถมต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อย 3 วันกว่าจะกลับสู่สภาพเดิม
4.ทาครีมกันแดดเป้นประจำทุกวัน ไม่ว่าจะออกนอกบ้านหรือไม่ก็ตาม อย่าคิดว่อยู่ไกล้บ้านแล้วรังสียูวีทำอะไรคุณไม่ได้ เพราะแค่เราเปิดไฟฟ้า ดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ ตัวร้ายทำลายผิวก้แทรกซึมเข้ามาได้แล้ว
5.ไม่สูบุหรี่ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ควันจากบุหรี่นิโคตินเข้ามาทำร้ยผิว และการห่อปากดูดบุหรี่เป็นประจำจะทำให้รอยปาดคุณมีรอยย่นลึก ฟันเหลือง หมดสวย 6.บอกลาเหล้า เบียร์ และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดฝอยพองตัวจนแตกออก ไปหล่อเลี้ยงผิวไม่ได้ ทำให้ผิวแห้งกร้าน รอยเหี่ยวย่น รอยตีนกา จุดด่างดำ จะพาเหรดมากันจนนับไม่ทันเลย
7.การขัดผิวเป็นประจำอย่างน้อยอาทิตย์ล่ะครั้ง จะช่วยขจัดเซล์ผิวเก่าออกไปแล้วจะกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน ช่วยให้ผิวนุ่มนวล
สร้างเซลล์ผิวใหม่ขึ้นมาแทน ช่วยให้ผิวนุ่มนวลสร้างเซลลืผิวใหม่ขึ้นมาแทน ช่วยให้ผิวนุ่นนวลเนียลใส และยังลดการเกิดสิวอุดตันได้อีกด้วย
8.ทำให้ให้สบาย บอกตัวเองว่าถึงงานจะหนักปัยหาชัวิตรุมเร้าก็ต้องไม่เครียด ความเครียดเป็นเพชฌฆาตเงียบที่จะย่องเข้ามาบ่อยๆ
มักจะผมร่วงสมองกับหัวใจทำงานหนัก ผิวแห้งไม่มีน้ำมีนวลหน้าตาแก่ก่อนวัย ซ้ำสิวยังขึ้นเอาๆ เพราะฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวนตลอดเวลา
9.ดื่มน้ำเปล่าให้เป็นนิสัย น้ำอื่นๆ มักจะมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ แต่สำหรับน้ำเปล่า มั่นใจได้เลยได้ว่าคุรได้รับน้ำสะอาดเข้าไปซะล้างสารพิษ
เติมความชุ่มซื้นให้ผิวหนัง ปรับสมดุลให้ร่างกายโดยไม่มีน้ำตาบแถมมาให้เสียอารมร์ ขอบอขบคุณ นิตยสาร ”Spicy”
ดูฉลากโภชนาการให้เป็น

ตามข้างกล่อง ข้างถุง หรือข้างกระป๋องของอาหารต่างๆ ที่เราซื้อมานั้น หากใครลองมาจับพลิกดูคงจะเป็นกรอบสี่เหลี่ยมที่เขียนเอาไว้ว่า “ข้อมูบโภชนาการ” ซึ่งก็คือการแสดงข้อมูลโภชนาการของอาหารนั้นๆ ในรูปของชนิดและปริมาณสารอาหาร นอกเหนือไปจากการระบุชื่อที่อยู่ผู้ผลิต วันผลิต น้ำหนักสุทธิ ที่ต้องระบุอยู่แล้ว โดยข้อมูลโภชนาการนี้มีทั้งแบบเต็มและแบบย้อด้วย
บางคนอ่านเจ้าข้อมูลโภชนาการแล้วก็ยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าหมยาถึงอะไร “108 เคล็ดกิน” จึงจะมาไขข้อข้องใจในฉลากโภชนาการแบบย่อให้ฟังกัน เริ่มจาก”หนึ่งหน่วยบริโภต” ก็หมายถึงปริมาณการกินหรือดื่มต่อครั้ง เช่น หนึ่งหน่วยบริโภค : 1 กล่อง (160 กรัม) หมายถึงกินครั้งละ 1 กล่องหรือ 160 กรัม แต่ถ้าเขียนว่าหนึ่งหน่วยบริโภค : 5 ลูก (150 กรัม) หมายถึง ห่อ ขวด หรือกล่องนี้กินได้กี่ครั้ง เช่น จำนวนหน่วยบริโภคต่อกล่อง: 1 หมายความว่า สามารถกินหมกกล่องภายใน 1 ครั้ง แต่ถ้าเขียนว่า จำนวนหน่วยบริด๓คต่อกล่อง : 3 ก็หมายความว่า 1 กล่องให้แบ่งกินได้ 3 ครั้ง
ส่วน “คุณค่าทางโภชนาการต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” หมายถึงเมื่อกินตามปริมาณที่ระบุไว้หนึ่งหน่วยบริโภคแล้วจะได้รับพลังงานและสารอาหารอะไรบ้างในปริมาณน้ำหนักจริงเท่าใด และปริมาณที่กินนี้คิดเป็นร้อยละเท่าไรของปริมาณที่ควรกินได้รับต่อวัน “ร้อยละของปริมาณที่แนะนำต่อวัน” หมายถึง สารอาหารที่ได้รับจากการกินแต่ละครั้งตามปริมาณที่ระบุไว่ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ระบุไว้ในหนึ่งหน่วยบริโภคคิดเป็นสัดส่วนเท่าใดของปริมาณที่ควรได้รับต่อวัน เช่น ถ้าปริมาณอาหารที่กินต่อครั้งให้คาร์โบไฮเรต 8% ของปริมาณที่แนะนำให้กินต่อวัน ก็ต้องกินคาร์โบไฮเดรตจากอาหารอื่นๆ อีก 92% และสุดท้าย “Thai RDT” หมายถึง ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้กินต่อวันสำหรับคนไทย 6 ปีขึ้นไป เช่น วันหนึ่งๆ ควรได้รับคาร์โบไฮเครตประมาณ 300 กรัม ไขมันน้อยกว่า 65 กรัม เป็นต้น